การนำระบบการแพทย์ทางไกลมาใช้ยังเป็นทางเลือกในการให้บริการกับประชาชนอีกทางหนึ่ง

15

การแพทย์ไทยยุคใหม่เน้นระบบแพทย์ทางไกล ยกระดับสาธารณสุขไทยเมื่อเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อการให้บริการการแพทย์ ในประเทศไทยเองได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสริม เพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะกับประชาชนผู้ที่อยู่ห่างไกล และเทคโนโลยีเครือข่ายและระบบการแพทย์ทางไกล นับว่าเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้การรักษาพยาบาลภายในประเทศเกิดความเสมอภาพและเท่าเทียมกัน มูลนิธิอยู่ระหว่างการทดลองโครงการระบบการแพทย์ทางไกล เพื่อเป็นการให้คำปรึกษาและการสื่อสารระหว่างแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กับสถานีอนามัยทดลองใน 9 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือได้ และ ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีสถานีอนามัยเข้าร่วมโครงการ ทดลอง 45 แห่งโดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทั้งจากกระทรวงสาธารณสุขการสื่อสารแห่งประเทศไทย และบริษัท QualCom ซึ่งเป็นผู้จัดหาคอมพิวเตอร์โน้ตบุคให้กับแพทย์และสถานีอนามัย โดยโครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินงานภายในปีนี้และจะใช้ระยะเวลาในการทดลองโครงการเป็นเวลา 2 ปี

มูลนิธิ พอ.สว. เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริการสาธารณสุขพื้นฐาน ให้กับประชาชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากขึ้นและการนำระบบการแพทย์ทางไกลมาใช้ยังเป็นทางเลือกในการให้บริการกับประชาชนอีกทางหนึ่งด้วยไม่เพียงแต่มูลนิธิ พอ.สว. เท่านั้นศูนย์วิจัยและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ก็เป็นอีกหน่วยงานสาธารณสุขที่ได้นำเอาเทคโนโลยียุคใหม่เข้ามาช่วยเสริมบริการทางการแพทย์ให้มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น โดยศูนย์ได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในการทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการวิจัยและพัฒนา ระบบการแพทย์ทาไกล ซึ่งในระยะแรกจะมุ่งเน้นการจัดทำระบบการแพทย์ทางไกล เพื่อสร้างเครือข่ายความเร็วสูงในการส่งผ่านภาพถ่ายจากเครื่อง PET-CT ไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่ออ่านผลและวินิจฉัยภาพถ่ายเซลล์มะเร็งผ่านระบบเครือข่าย ทั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีทางการแพทย์และพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการรักษาพยาบาลในประเทศ

ขณะที่ระบบการแพทย์ทางไกล มีการพัฒนาขึ้น การนำเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และระบบที่เรียกว่า Medical Grid นับเป็นอีกก้าวของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ไทย ทีจะทำให้การรักษาพยาบาลสามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้นโดยเทคโนโลยี Medical Grid ดังกล่าว เป็นการพัฒนาระบบที่รวบรวมประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลส่วนที่เหลือ เพื่อมาใช้ประโยชน์และสร้างเป็นพลังประมวลผลที่มีความเร็วสูง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือ Server ที่มีราคาสูงมาใช้ ทำให้ง่ายต่อการขยายระบบในอนาคต และเทคโนโลยีกริดนี้ทำให้เกิดการพัฒนาที่เรียกว่าองค์กรเสมือนหรือ Virtual organization ซึ่งทำให้การค้นหาและสืบค้นข้อมูลทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

การพัฒนาเซ็นเซอร์และอุปกรณ์สุขภาพเชิงป้องกันแบบติดตัวหรือเคลื่อนย้ายสะดวก

แม้การพัฒนาระบบสารสนเทศและความรู้ทางการแพทย์และสุขภาพและการแห่งชาติ จะมีความสำคัญ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น แต่ยังไม่สามารถรองรับกับความต้องการของสังคมในบริบทของที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากเพิ่มขึ้น ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานต้องใช้เวลาอยู่นอกบ้าน อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทที่ห่างไกล ดังนั้น การดูแลรักษาตนเองในเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยง การดูแลกันเองในบริบทที่เป็นไปได้ การเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่สายเกินไป ตัวอย่างเช่น ประชากรในประเทศไทย มีภาวะอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิต เพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด และพบว่าประชากรที่ความดันโลหิตสูง จะเสียชีวิตเพิ่มเป็น 2-4 เท่าของผู้ที่ความดันโลหิตปกติ ดังนั้น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการตรวจวิเคราะห์ระดับคลอเรสเตอรอล(Cholesterol)และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคดังกล่าว

โดยเน้นในเรื่องของการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการให้บริการสุขภาพได้ดีขึ้น อำนวยความสะดวกต่อการวินิจฉัยโรค หรือให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังตนเอง สามารถติดตามสภาพของร่างกายด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ซึ่งประกอบด้วย

การออกแบบพัฒนาและผลิตเซ็นเซอร์ชีวภาพสำหรับการแพทย์ ที่มีความไวสูงขึ้นใช้ได้เองภายในประเทศ โดยมีการใช้นาโนเทคโนโลยี ได้แก่ วัสดุนาโน เช่น ท่อคาร์บอนนาโน Biological enzymes ร่วมกับวิธีการ Amperometric ซึ่งการใช้วัสดุนาโนร่วมกับเทคนิคดังกล่าวจะทำให้ได้เซ็นเซอร์ที่มีความไวสูงกว่าเซ็นเซอร์สำหรับการแพทย์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งทำให้สามารถใช้งานทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และภายในโรงพยาบาลที่ห่างไกล หรือสามารถใช้ได้เองโดยผู้ป่วย

การพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดด้านสุขภาพ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีเชิงบูรณาการ ได้แก่ การประมวลคลื่นสัญญาณทางไฟฟ้า เซ็นเซอร์ชีวภาพ และความรู้เฉพาะโรค เช่น เครื่องมือเตือนภัยสุขภาพส่วนตัวแบบสวมใส่ได้ เช่น เครื่องมือวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Personalized ECG monitoring) ซึ่งการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือสัญญาณ ECG (Electrocardiogram) ที่วัดจากผู้ป่วย จะเป็นสัญญาณเบื้องต้นในการวิเคราะห์เพื่อแจ้งเตือนหรือคัดกรองผู้ป่วยว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด

เครื่องมือตรวจวัดแบบพกพา (Portable Health Devices) เช่นเครื่องตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์แบบพกพา

พัฒนาระบบตรวจวัดอุณหภูมิของบุคคลแบบไม่สัมผัส ที่สามารถวัดอุณหภูมิของบุคคลได้หลายๆ คน พร้อมๆ กัน โดยอาศัยการผสมผสานเทคโนโลยีการตรวจจับอุณหภูมิด้วยกล้องถ่ายภาพรังสีความร้อน วิธีการค้นหาใบหน้าของบุคคลจากการประมวลผลภาพ วิธีการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างอุณหภูมิ และ ความชื้นสัมพัทธ์ รวมไปถึงวิธีการชดเชยผลกระทบอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ตำแหน่งของบุคคล และการตรวจสอบอุณหภูมิที่พื้นผิว เข้าด้วยกัน

โครงการพัฒนาเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) สำหรับงานทันตกรรม ปัจจุบันเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ภายในประเทศทั้งหมดจะเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ และราคาแพง การกระจายตัวของระบบเครื่องมือต่อระดับภูมิภาคไม่ทั่วถึง ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของการรักษาและการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่ไม่เท่าเทียม ตลาดที่ให้บริการด้านทันตกรรมมีขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ไม่มีการพัฒนาขึ้นเองทำให้ต้องเสียงบประมาณในการนำเข้า ดังนั้นหากโครงการสำเร็จจะช่วยลดปัญหาดังกล่าวลงได้และทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้สู่อุตสาหกรรมของเอกชนภายในประเทศด้วย

ซอฟต์แวร์เทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ลาธารณสุขมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้งทั้งทางด้านเทคโนโลยีการประมวลผล ซอฟต์แวร์เทคโนโลยีทางด้านการแพทย์สาธารณสุขมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วยและการจัดการบริหารงานของระบบโรงพยาบาลและสาธารณสุขจวบจนวันนี้ เทคโนโลยีทางการแพทย์ไม่เพียงจำกัดแค่การให้บริการในวงการแพทย์ สาธารณสุข และโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญทำให้ประชาชนและผู้ป่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์สาธารณสุข รวมทั้งใช้บริการสาธารณสุขจากที่บ้านโดยไม่ต้องเดินทาง

เพียงแค่คลิกคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หรือแค่นอนพักผ่อนที่บ้าน คอมพิวเตอร์ที่อยู่รอบๆ ตัวคุณก็สามารถตรวจเช็คสุขภาพของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัวและสามารถส่งข้อมูลสุขภาพไปยังแพทย์เจ้าของไข้ หรือตรวจโรคผ่านระบบ ออนไลน์ สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป เมื่อบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และแอพพลิคเคชั่นต่างๆ หันมาพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อตอบสนองชีวิตประจำวันของมนุษย์มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแพทย์ทางไกลมาให้บริการผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล

บริการสุขภาพสู่ยุค Health 3.0

สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขหรือ Health Information evolution นั้น ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมารองรับวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีของวงการแพทย์และสาธารณสุขมีทั้งสิน 3 ยุค ด้วยกัน

โดยยุคแรก เริ่มจากการพัฒนาระบบ Health 1.0 ซึ่งเป็นการจัดเก็บข้อมูลคนไข้ ให้อยู่ในรูปของเอกสารซึ่งเอกสารทุกอย่างจะอยู่ที่โรงพยาบาลในลักษณะที่เป็น Physical centric ขณะที่ยุคที่ 2 เป็นยุค Health 2.0 เป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการเก็บข้อมูลคนไข้ในลักษณะเป็นเวชทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์และเวชทะเบียนส่วน บุคคล (Electronics Medical Records & Personal Health Records) รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการและการบริหารงานในโรงพยาบาลและสาธารณสุข มีการเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา สำหรับประเทศไทยอยู่ในช่วงของการโอนถ่ายการใช้เทคโนโลยี มาสู่ Health 2.0

อย่างไรก็ตาม จากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงการแพทย์มีการพัฒนาเข้าสู่ยุค Health 3.0 ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีมาช่วยในการรักษาพยาบาลและช่วยจัดการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การบริการทางการแพทย์มุ่งสู่การให้บริการปัจเจกชน โดยผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของการดูแลรักษาสุขภาพ หรือ Patient centric ที่การรักษาพยาบาลรวมถึงการจ่ายยาสามารถทำได้เฉพาะผู้ป่วยแต่ละราย

แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์

เทคโนโลยีชีวภาพสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทางด้านการแพทย์และสุขภาพได้หลายอย่างหลายด้านตัวอย่างเช่น

– ด้านยารักษาโรค เช่น การนำความรู้มาประยุกต์กันระหว่างทางเทคโนโลยีชีวภาพกับสมุนไพรหรือสมุนไพรไทย จนสามารถทำยารักษาโรคตัวใหม่ได้
– ด้านการป้องกันโรค เช่น การตรวจดีเอ็นเอ(DNA) เพื่อวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมของพ่อแม่เพื่อดูว่าบุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเกิดโรคทางพันธุกรรมใดๆหรือไม่ หรือ การทำวัคซีนเพื่อป้องกันโรค
– ด้านการวินิจฉัยหาสาเหตุโรค เช่น การผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ หรือ การตรวจดีเอ็นเอ(DNA) เพื่อวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรม
– ด้านการรักษาโรค เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพกับการรักษาโรคเบาหวาน

รวมถึงการประยุกต์รวมความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพกับทางด้านการแพทย์ มาใช้ในงานทางด้านกฏหมายอย่างงานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์หลักฐาน พิสูจน์หลักฐาน หรือ ในการสืบสวนคดี รวมถึงการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล การพิสูจน์เครือญาติด้วย ดีเอ็นเอ(DNA)

เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ปัจจุบันตลาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดที่สนองต่อคุณภาพชีวิตและปัญหาสุขภาพความเจ็บป่วยของประชาชน แต่อุตสาหกรรมวัสดุเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา จึงตั้งคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพและธุรกิจที่เกี่ยวข้องขึ้นมาศึกษาสภาพปัญหา ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การยอมรับจากผู้ใช้ต่อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนยังไม่มีหน่วยงานหรือสถาบันให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลและการตรวจสอบมาตรฐานและการรับรองคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ หากบริษัทต้องการจะผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต้องส่งไปดำเนินการในต่างประเทศทำให้เกิดต้นทุนสูง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้มีศักยภาพ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพและเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ จะต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน มีการพัฒนาที่ครบวงจรตั้งแต่การวิจัยพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสนับสนุนการลงทุนของนักลงทุน รวมถึงการออกแบบมาตรฐานทางการเงิน การคลัง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ปรับปรุงโครงสร้างภาษี ตลอดจนกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของทางราชการให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์

การแพทย์ไฮเทคที่มีบริการตรวจรักษาโดยเน้นเทคโนโลยี

คำว่า การแพทย์ไฮเทค หมายถึง การแพทย์ยุคใหม่ที่มีบริการตรวจรักษาโดยเน้นเทคโนโลยีหรือเครื่องมืออุปกรณ์สมัยใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะมีประโยชน์มากมาย และยังทำให้การตรวจวินิจฉัยแม่นยำและรวดเร็วขึ้น

นวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องมือตรวจพิเศษสำหรับอวัยวะต่างๆ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ให้บริการอย่างหุ่นยนต์ช่วยจัดยา

การพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนนำความเจริญมาสู่วงการแพทย์ แต่ผู้ใช้ต้องมีความรู้ความเข้าใจในสมรรถภาพเครื่องมือ วิธีการ ข้อบ่งชี้ (ที่จำเป็น) ในการใช้ ข้อดีข้อเสียในการใช้ เพราะหากใช้แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รู้ไม่หมด รู้ไม่จริง ก็อาจเกิดโทษได้

ปัจจุบันมีการพัฒนาและผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ออกมาขายกันมาก หลายๆ ประเทศต้องพยายามตามให้ทันเทคโนโลยี ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย มีการใช้งบประมาณรัฐไปกับสิ่งเหล่านี้จำนวนมาก รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนก็มีการแข่งขันกันนำเสนอเครื่องมืออุปกรณ์ไฮเทคเพื่อเป็นจุดขาย

ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าเราอาจพึ่งเทคโนโลยีมากเกินไป จนทำให้แพทย์บางท่านละเลยความเป็นแพทย์จริงๆ ไปหรือไม่ เพราะการตรวจวินิจฉัยส่วนใหญ่มักเน้นไปที่ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจเอกซเรย์ การตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการตรวจดูอวัยวะต่างๆ ด้วยเครื่องมือพิเศษ มากกว่าเน้นทักษะการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการตรวจรักษาผู้ป่วย

มีผู้ป่วยหลายคนเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันแพทย์คุยกับผู้ป่วยน้อยลง สัมผัสตัวผู้ป่วยเพื่อตรวจร่างกายน้อยลง บางคนบอกว่าเข้าห้องตรวจนั่งไม่ถึงนาที แพทย์ซักถามไม่กี่ประโยคก็ส่งไปตรวจเลือด เอกซเรย์ ตรวจพิเศษต่างๆ มากมาย แล้วรอฟังผล ถ้ายังไม่ได้คำตอบก็ส่งตรวจอย่างอื่นอีกจนกว่าจะพบสาเหตุของโรค

จริงอยู่ที่เทคโนโลยีการตรวจพิเศษต่างๆ จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น แต่ควรใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ ไม่ควรเหวี่ยงแหเพื่อรักษาโรค และไม่ควรใช้ด้วยเจตนาที่ไม่ชัดเจนว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยจริงๆ (อีกนัยหนึ่งคือ เจตนาเพื่อผลประโยชน์กับตัวแพทย์เอง) และควรตระหนักว่าการตรวจพิเศษต่างๆ เหล่านี้อาจมีผลเสียได้ เช่น เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตรวจ ความผิดพลาดในการตรวจ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยเองนั้น ควรพยายามอธิบายอาการให้ละเอียด หากสงสัยเรื่องการตรวจพิเศษต่างๆ ก็ให้สอบถามแพทย์ถึงความจำเป็นในการตรวจ รวมถึงข้อดีข้อเสียเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะตัวผู้ป่วยมีสิทธิในการตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่